Brain-based Learning มีทฤษฎีหรือหลักการอะไรบ้าง

POSTED BY Admin | 23 August 2016 |

แชร์
  • LINE it!
Brain-based Learning มีทฤษฎีหรือหลักการอะไรบ้าง
 
1.ทฤษฎีที่มักกล่าวถึงกัน คือ ทฤษฎีของ Caine & Caine เรียกว่า Caine & Caine's 12 principles of BBL   ทฤษฎีนี้เป็นหลักการ 12 ข้อที่เขาได้เสนอเป็นหลักความเข้าใจ เกี่ยวกับความรู้ด้านการทำงานของสมอง เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน หรือการพัฒนาการเรียนรู้ หนังสือเล่มนี้ มีหลักการและตัวอย่างรายละเอียดต่างๆ ในการจัดการเรียนรู้ ผู้สนใจหาอ่านได้จากหนังสือของเขา และใน website  
2. แต่ถ้ากล่าวในแง่ทฤษฎีทั้งหมดจริงๆ แล้ว Brain-based Learning ครอบคลุม กว้างขวางกว่าหลักการที่ Caine & Caine ได้เสนอไว้มาก ที่จริงแล้วกระบวนการ BBL นั้น ให้ความสนใจต่อเรื่อง กระบวนการเรียนรู้ ที่ใช้ approach มาจากการศึกษาวิจัย เกี่ยวกับการเรียนรู้ และการทำงานของสมอง ซึ่งสะสมมานานนับร้อยปี และมีความก้าวหน้ามากในระยะ 30 ปีมานี้ ดังนั้น กระบวนการเรียนรู้แบบ BBL จึงอาศัยความรู้จากสองเรื่องใหญ่ๆ ดังนี้
 
2.1 การค้นพบและความรู้เกี่ยวกับ "กระบวนการเรียนรู้และการทำงานของสมอง" (learning process) ซึ่งค้นพบโดยการทำงานร่วมกัน ระหว่างนักประสาทวิท
ยาศาสตร์ (Neuroscience) และนักจิตวิทยา ความรู้เหล่านี้ ทำให้เราสามารถนำมาใช้ออกแบบวิธีการสอน ออกแบบการเรียนรู้ และออกแบบการจัดสิ่งแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ได้เหมาะสมยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น
•       การเข้าใจว่า การเรียนรู้ (learning) คือ การสร้างวงจรสัญญาณเชื่อมต่อกันในสมอง ทำให้เราสนใจว่า วงจร (synapse) ที่ว่านี้ จะสร้างให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ภายใต้เงื่อนไขอะไรบ้าง ที่สมองจะสร้างหรือไม่สร้างวงจรการเรียนรู้ (Neural circuit) ทำให้เราเข้าใจยิ่งขึ้นว่า คนเราไม่ได้โง่หรือฉลาด เพียงเพราะพันธุกรรมเป็นมาเช่นนั้น
•       การเข้าใจสมองเรื่อง วงจรการทำงานของอารมณ์ (limbic system) ซึ่งมีผลต่อสารเคมีในสมองนั้น ในทางบวกมันกระตุ้นความสนใจ ความจำ ความอดทน สมาธิ แต่ในทางลบ มันกลับมีผลไปยับยั้งการเรียนรู้ ทำให้สมองเบื่อหน่าย ต่อต้าน หรือยับยั้งไม่ให้การเรียนรู้ตามปกติเกิดขึ้นได้ ความรู้เรื่องนี้ ทำให้เราสนใจว่า การที่นักเรียนไม่สนใจ เรียนแล้วจำอะไรไม่ได้ ขาดความอดทน สมาธิสั้น ฯลฯ หรือในทางบวก นักเรียนตั้งใจ มุ่งมั่น เรียนรู้เร็ว มีสมาธิ เหล่านี้ มีความเกี่ยวโยงกับระดับสารเคมีต่างๆ ในสมอง และเกี่ยวข้องกับการทำงานของวงจรอารมณ์โดยตร
•       การเข้าใจว่า โครงสร้างแต่ละส่วนของสมองมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่มันทำงานประสานกันในที่สุด การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดี ต่อเมื่อวงจรแต่ละส่วนทำงานของมัน โดยที่ต่างก็เป็นส่วนเสริมในปฏิบัติการเรียนรู้หนึ่งๆ (learning activity) จะทำให้สมองสร้างความรู้ขึ้นมาได้รวดเร็วและคงทน (multimodal processing) ความรู้เรื่องนี้ ทำให้เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ ในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้รูปแบบต่างๆ โดยอาศัยหลักการว่า ต้องกระตุ้นสมองแต่ละส่วนให้ประสานกัน
 
2.2 การค้นพบและความรู้เกี่ยวกับ พัฒนาการการเรียนรู้ของสมองตามช่วงวัย
      ความรู้ด้านนี้เดิมทีเป็นความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาล้วนๆ ต่อมามีการค้นพบทางด้านประสาทวิทยามากขึ้น จึงสามารถต่อยอด จนทำให้การเข้าใจเรื่อง พัฒนาการเรียนรู้ของสมองในแต่ละวัยชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสำหรับเด็ก มีข้อพิสูจน์แน่ชัด ทั้งฝ่ายนักจิตวิทยาและฝ่ายนักประสาทวิทยาศาสตร์ว่า สมองมีการพัฒนาที่ระบบ sensori-motor คือ สัมผัส และเคลื่อนไหวสูงมาก จึงต้องเน้นการพัฒนาทักษะด้านนี้ ซึ่งไม่ใช่หมายถึงเฉพาะการเคลื่อนไหวไปมา เช่น การเล่น แต่หมายรวมถึง การจัดการเรียนรู้ที่ต้องเน้นให้ผู้เรียนใช้ประสาทสัมผัส และประสาทเคลื่อนไหวอย่างเต็มที่ ส่วนการคิด (thinking) นั้น จะพร้อมเมื่อสมองส่วนหน้า (prefrontal) มีพัฒนาการที่เด่นชัดขึ้น คือการมี myelin เพิ่มขึ้น ทำให้การทำงานของสมองบริเวณนั้นรวดเร็วขึ้น ส่วนมากโดยเฉลี่ยแล้ว การคิดแบบนามธรรมจริงๆ จะเริ่มตั้งแต่ประมาณช่วงประถมปลาย
      สมองวัยรุ่นนั้น มีลักษณะเด่นบางอย่างที่น่าสนใจคือ เป็นสมองที่กำลังอยู่ในระยะ prunning (ตัดวงจรทิ้ง) กล่าวคือ สมองกำลังตัดวงจรที่ไม่ได้ใช้ หรือไม่มีประสิทธิภาพทิ้งไป ประกอบกับการกระตุ้นจาก hormone ทำให้วัยรุ่นชอบลองสิ่งใหม่เป็นที่สุด ก่อนที่วงจรเหล่านั้นจะถูกตัดทิ้งไป การเข้าใจพัฒนาการเหล่านี้ ช่วยให้ครูคำนึงถึงว่า จะออกแบบการสอนแบบไหน และช่วยให้ครอบครัวเข้าใจว่า จะดูแลบุตรหลานอย่างไร เป็นต้น
 
ความรู้เกี่ยวกับสมองที่กล่าวมาขั้นต้นเหล่านี้มาจากไหน?
 
            ความรู้เรื่องสมองนี้ มาจากงานวิจัยสมองกับการเรียนรู้ โดยเฉพาะในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้เข้าใจการทำงานของสมองดีขึ้น ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ละเอียดยิ่งขึ้น ความรู้ส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้ในการ ออกแบบการเรียนรู้ การจัดการศึกษา รวมทั้งใช้ในการดูแล รักษาเด็ก หรือรวมทั้งผู้ใหญ่ที่มีความผิดปกติด้านสมอง เช่น Autistic LD ADHD และ Hyperactiveเป็นต้น
            องค์ความรู้และงานวิจัยด้านสมองเหล่านี้ มีตีพิมพ์เผยแพร่อยู่ในวารสารวิชาการด้าน Neuroscience, Behavioral Science และนอกจากนั้น มีผู้รวบรวม อธิบาย ตีความ ทำให้ง่ายต่อการอ่านยิ่งขึ้น สามารถหาอ่านได้จากวารสารด้านนี้ เช่น Scientific American Mind และยังมี หนังสือเรียน ตำรา พ็อกเก็ตบุ๊ค อีกเป็นจำนวนมาก
            Keyword ที่จะค้นความรู้ชุดนี้ ได้แก่ learning brain, memory, Mind Brain and Education, Educational Neuroscience เป็นต้น
            ส่วนหนังสือที่เขียนออกมาเป็นภาษาไทยแล้วยังมีน้อยมาก ที่อาจารย์พรพิไล เลิศวิชา เขียนร่วมกับนายแพทย์อัครภูมิ จารุภากร ได้แก่ หนังสือชื่อ เด็กไทยใครว่าโง่ สมอง เรียน รู้ หนังสือชุดความรู้เกี่ยวกับสมอง (7 เล่ม) สมองวัยเริ่มเรียนรู้ ออกแบบกระบวนการเรียนรู้โดยเข้าใจสมอง นอกจากนี้ยังมีหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คที่เขียนโดยแพทย์หญิงศันสนีย์ ฉัตรคุปต์ อีกหลายเล่ม เช่น คู่มือครูและผู้ปกครองสำหรับเด็กสมาธิสั้น ฝึกสมองให้คิดอย่างมีวิจารณญาณ ฯลฯ และที่แปลมาจากต่างประเทศ เช่น สู่อัจฉริยะด้วยสมอง 2 ซีก พัฒนาสมองให้เป็นอัจฉริยะแบบโมสาร์ท ฝึกสมองให้คล่องงาน และอื่นๆ